
เบื้องหลัง Dainese สำหรับ The Doctor - Valentino Rossi
ทีม MotoGP paddock (ตู้ข้างสนาม) ทำงานกันดุจน้ำมันเครื่องยนต์อย่างดี ไม่ได้ต่างจากการดูแลรถเลย เชื่อไหมครับ เบื้องหลังของนักแข่งทุกคนมีทีมงานมืออาชีพที่คอยทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด หนึ่งในทีมนั้นก็คือ ทีม Dainese
เราได้มีโอกาสเข้าไปดูเบื้องหลังในตู้ของ Dainese เพื่อที่จะดูเทคโนโลยีต่างๆ สำหรับการทำชุดนักแข่งทุกตัวและไปดูว่าเขาจัดการกับชุดต่างๆ อย่างไรสำหรับเตรียมการแข่งขันช่วงวันหยุด
Stefano Corte เป็นผู้จัดการบริการการแข่งขันและการขนส่งสำหรับ MotoGP, World Superbike (WSBK) และ นักแข่ง BSB (British Superbike), Valentino Rossi, Jack Miller, Leon Haslam, Andrea Iannone, Tom Sykes, Dan Linfoot และ Stefan Bradl นี่แค่นักแข่งบางส่วนนะครับที่เขาต้องดูแล เขาดูแลนักแข่งทั้งหมด 17 คน สำหรับการแข่งขันนี้ ไม่กดดันเลยใช่ไหมละ 555

เราได้ติดตามไปกับเขาเพื่อดูว่าเขาต้องทำอะไรบ้างกว่าจะได้ชุดสำหรับนำไปให้นักแข่ง จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างฤดูกาลแข่งขันและจะเกิดอะไรขึ้นกับชุด ถ้านักแข่งล้ม
"เราต้องการที่จะป้องกันมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้"
"นักแข่งแต่ละคนจะมีชุด 4-5 ชุดสำหรับฤดูกาลหนึ่ง ถ้าเกิดพวกเขาล้ม เราจะต้องส่งชุดแข่งกลับไปที่ประเทศอิตาลี่" Stefano กล่าว
"ในกรณีที่นักแข่งล้มในสนามที่เปียก หรือถ้าชุดนักแข่งไม่เสียหายมากและยังสามารถที่จะใช้ได้อยู่ เราจะเอาระบบ D-Air ออกและนำถุงลม (Airbag) กับเครื่องปล่อยแก๊สมาใส่แทน ซึ่งมันก็จะสามารถใช้ได้ในการแข่งครั้งถัดไป"
Airbag Suits หรือชุด Airbag เป็นบรรทัดฐานในสนาม ณ ขณะนี้, ด้วยการที่พิสูจน์แล้วว่าให้การปกป้องที่ดีที่สุดแก่ผู้ขับขี่ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือล้ม

ผู้แข่งทุกคนจะมีชุดแข่งจาก Dainese ที่มีระบบ D-Air เทคโนโลยี, มันถูกพัฒนาขึ้นจากในสนามแข่ง ตัวประมวลผลที่ควบคุมจะสามารถตรวจจับได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุของนักแข่ง มันจะจับได้ภายในเสี้ยววินาทีหรือระดับมิลลิวินาทีเพื่อปกป้องนักแข่งก่อนที่จะตกกระแทกพื้น
"เป้าหมายของเราคือปกป้องนักแข่งและเราต้องการให้การป้องกันที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ นักแข่งทุกคนจะมีเทคโนโลยี D-Air มันน่าเชื่อถือได้และปกป้องได้จริงๆ"
"แน่นอน มันดีสำหรับเราถ้าพวกเขาแข่งชนะ แต่เราต้องการป้องกันมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้"
มันทำงานอย่างไร
ชุดแข่งจะมาีหน่วยประมวลผลตรวจจับเมื่อนักแข่งเกิดอุบัติเหตุและมันจะทำงานทันที โดยมันจะไม่ทำงานโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อนักแข่งหลุดจากตัวรถ เพราะมันจะต้องขับขี่ที่ความเร็วอย่างน้อย 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันถึงจะทำงาน

ด้วยจำนวนเซ็นเซอร์ที่บันทึกข้อมูลสัมพันธ์กับการล้ม ซึ่งช่วยทีม Dainese ผู้แข่งและทีมของนักแข่งได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึั้น และที่สำคัญมากคือ สามารถที่จะป้องกันการเกิดเหตุการณ์นี้ในอนาคตได้อย่างไร
"เมื่อนักแข่งจบการแข่งขัน เราจะดาวโหลดข้อมูลจากชุดแข่งลงไปที่แล็ปทอปที่มีโปรแกรม 2D data-logging, ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับที่ใช้ในตัวรถของนักแข่ง"
GPS ที่ติดอยู่กับตัวรถจะสามารถระบุตำแหน่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำทุกเวลาในการอยู่บนสนามแข่งขัน, แก๊สกระป๋องที่จะปล่อยไปที่ถุงลมจะถูกติดตั้งอยู่ข้างในตัวป้องกันอีกทีนึงและนำไปติดตรงช่วงบนของหน้าอก
"มีเซ็นเซอร์จำนวนมากที่ถูกติดตั้งอยู่ในถุงลมที่เราสามารถใช้ในการตรวจสอบว่าระบบถุงลมยังทำงานได้อย่างถูกต้อง ในกรณีเกิดการล้ม เราจะเห็นว่ามันทำงาน ที่ความเร็วเท่าไหร่และเกิดการล้มอย่างไร มันดีสำหรับเราที่จะมีข้อมูลส่วนนี้เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้นเท่าที่เราจะทำได้"
"มันจะต้องมีการชาร์จแบตเตอรี่สำหรับชุดแข่งในการแข่งขันถัดไป มันง่ายมากที่เราจะลืม"
การทำความสะอาดและบำรุงรักษา
ในรถบรรทุกที่คอยช่วยเหลือ พวกเขาได้มีการสำรองชุดแข่งและอะไหล่ไว้ ส่วนมากจะเป็นชุดอิเลคทรอนิกที่พวกเขาต้องใช้เพื่อให้เหลือสำหรับการป้องกันในระหว่างการแข่งขันนั้นๆ
เมื่อชุดแข่งถูกนำกลับมาที่รถบรรทุก ข้อมูลต่างๆ จะถูกดาวโหลดและส่งให้ทีมนักแข่งเพื่อที่จะช่วยวิเคราะห์การขับขี่ต่างๆ ระหว่างอยู่ในสนาม
ในรถบรรทุกจะมีเครื่องทำให้แห้งเพื่อที่จะทำให้ชุดนักแข่งแห้งหลังจากทำความสะอาดแล้ว หรือกรณีชุดเปียก เพื่อที่จะให้นักแข่งมีชุดสำหรับแข่งในครั้งถัดไป
เก็บมันไว้บนฝาปิด
ที่ท้ายสุดของรถบรรทุกจะเป็นส่วนของ AGV, ซึ่ง Dainese เป็นเจ้าของ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนนึงที่เก็บของต่างๆ ที่จะใช้กับนักแข่ง
มันเป็นพื้นที่ที่ใช้สำหรับบริการและดูแลหมวกของนักแข่ง Maurizio Vitali เป็นคนที่คอยจัดเก็บในฝาปิด โดยเขาทำหน้าที่คอยดูแลหลังจากนักแข่งกลับมาหลังจากจบการแข่งขันนั้นๆ
หมวกแต่ละใบจะถูกทำความสะอาดและใช้ไดร์ร้อนเป่าแห้งก่อนที่จะเก็บไว้ในตู้ ชิลหมวกกันน็อคจะถูกทำความสะอาดก่อนที่จะนำแผ่นฟิล์ม (Tear-offs) อันใหม่มาใส่แทน

ถ้าต้องทำการเปลี่ยนชิลหมวก นักแข่งแต่ละคนจะมีเป็นของใครของมัน แม้ว่าจะมีขนาดที่เท่ากันก็ตาม สปอนเซอร์โลโก้ที่ติดอยู่บนชิลจะสัมพันธ์กับของนักแข่งแต่ละคน นั่นก็เป็นเหตุผลที่ต้องเป็นชิลของใครของมันละครับ
ไม่มีงานไหนที่ง่ายและทำให้การทำงานเปลี่ยนไปสำหรับ Dainese และ AGV โดยการสนับสนุนต่างๆ นี้เป็นส่วนนึงในภาพรวมใหญ่ที่จะทำให้มั่นใจว่านักแข่งทุกคนได้รับการป้องกันอย่างเหมาะสมก่อนที่พวกเขาจะลงแข่งในสนามหรือแม้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ
แปลและเรียบเรียงโดย: หริ Motobigbike Thailand
ที่มา: http://www.motorcyclenews.com/sport/motogp/2017/october/dainese-agv-motogp-race-truck/